Written by 9:23 am วัฒนธรรม

ตำนานขนมไหว้พระจันทร์ ทำไมต้องไหว้พระจันทร์?

ทุกคนทราบหรือไม่ว่าทำไมขนมไหว้พระจันทร์ ทำไมต้องไหว้พระจันทร์ พระจันทร์มีความสำคัญอย่างไรต่อการเกิดขึ้นของขนมชนิดนี้ แล้วเทศการไหว้พระจันทร์ในประเทศไทยนั้นไหว้พระจันทร์จริงรือไม่ ลองมาหาคำตอบกัน

เทศกาลไหว้พระจันทร์ถือเป็นเทศกาลใหญ่อันดับสองรองจากเทศกาลตรุษจีนสำหรับชาวจีนแทบทุกพื้นที่ ซึ่งไฮไลท์ของเทศกาลนี้ก็คือ “ขนมไหว้พระจันทร์” หรือภาษาจีนนิยมเรียกอีกอย่างว่า “เย่ว์เจี๋ย, เทศกาลพระจันทร์” และ “ไป้เย่ว์เจี๋ย, เทศกาลไหว้พระจันทร์”

ความเป็นมาของเทศกาลไหว้พระจันทร์

ความเป็นมาของเทศกาลไหว้พระจันทร์นั้น อาจารย์ถาวร สิกขโกศล ผู้เชี่ยวชาญด้านประเพณีจีนกล่าวว่า เทศกาลนี้มีที่มาจากประเพณีไหว้พระจันทร์ และประเพณีเซ่นสรวงทางการเกษตรประจำฤดูสารทของจีนโบราณ

เหตุที่ชาวจีนเลือกไหว้พระจันทร์ในปักษ์ชิวเฟิน เพราะปักษ์ลี่ชิวต้องเอาผลผลิตแรกได้ไปบูชาบรรพชนเสียก่อน (เป็นที่มาของเทศกาลสารทจีน) และคืนจงชิวกลางเดือนแปดยังเป็นคืนที่จันทร์แจ่มกระจ่างงามเหนือเพ็ญเดือนใดอีกด้วย

ภาพเขียน “ฉางเอ๋อร์” เทพีแห่งดวงจันทร์ โดย Ren Shuai Ying (1955)

ตำนานวันไหว้พระจันทร์

ตำนานวันไหว้พระจันทร์ที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดก็คือตำนาน โฮ่วอี้ และ ฉางเอ๋อร์ ซึ่งเล่าว่า ครั้งหนึ่งมีพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมกัน 10 ดวง เดือดร้อนชาวโลกเป็นอันมาก ราชาโฮ่วอี้จึงขึ้นไปบนยอดเขาคุนหลุนแล้วใช้ธนูยิงอาทิตย์ดับไป 9 ดวง ทำให้ได้รับการแซ่ซ้องมีผู้คนมาขอเรียนวิชาธนูมากมายรวมถึงเฝิงเหมิงผู้มีจิตใจชั่วร้ายด้วย

ต่อมาโฮ่วอี้ได้ยาอายุวัฒนะจากผู้วิเศษท่านหนึ่ง เฝิงเหมิงรู้เข้าจึงฉวยโอกาสที่โฮ่วอี้ไม่อยู่บุกชิงยาจากฉางเอ๋อร์ผู้เป็นชายา เธอจึงกินยานั้นเสียเองก่อนล่องลอยไปถึงดวงจันทร์ กลายเป็นเทพีสถิตบนดวงจันทร์ไป โฮ่วอี้กลับมากำจัดเฝิงเหมิงแล้วเศร้าโศกคิดถึงฉางเอ๋อร์ พอดีเป็นวันเพ็ญเดือนแปด จันทร์งามกระจ่าง โฮ่วอี้จึงจัดเครื่องเซ่นบูชาพระจันทร์รำลึกถึงฉางเอ๋อร์

บางตำนานเล่าต่างออกไปว่า หลังโฮ่วอี้ได้ยาอายุวัฒนะมาก็กลายเป็นคนชั่วร้าย เบียดเบียนข่มเหงประชาชน ฉางเอ๋อร์กลัวชาวบ้านจะเดือดร้อนหากโฮ่วอี้เป็นอมตะจึงชิงกินยาอายุวัฒนะเสียเองแล้วลอยไปอยู่บนดวงจันทร์ ผู้คนจึงรำลึกถึงความดีงามของเธอด้วยการไหว้พระจันทร์กลางเดือนแปดสืบมา

แล้วขนมไหว้พระจันทร์ล่ะ?

ขนมไหว้พระจันทร์เดิมทีถูกเรียกว่า “เย่ว์ปิ่ง”ที่หมายถึงขนมพระจันทร์ ซึ่ง เย่ว์ หมายถึงพระจันทร์ ปิ่ง หมายถึงขนมที่เป็นทรงแบบ จะเป็นวงกลม วงรี หรือสี่เหลี่ยมก็ได้ แต่ต้องแบน และเมื่อรวมเข้ากับตำนานเฉลิมฉลองคืนจันทร์เพ็ญแล้ว คนไทยจึงใช้โอกาสนี้เรียกว่า “ขนมไหว้พระจันทร์” นั่นเอง

และเจ้าขนมไหว้พระจันทร์นี้ก็มีตำนานเล่าสืบต่อๆ กันมาด้วยนะ ว่ากันว่า ครั้งหนึ่งแม่ทัพหลี่จิ้งชนะศึกกลับมาเฝ้าพระเจ้าถังเกาจู่ (ครองราชย์ พ.ศ. 1161-1169) ในท้องพระโรงยามราตรีคืนเพ็ญ พอดีมีพ่อค้าชาวธิเบตนำขนมปิ่งมีลวดลายสวยงามมาถวายพระองค์ทรงโสมนัส สำรวลดำรัสชี้ไปที่เดือนเพ็ญว่า ต้องชวนพระจันทร์ชิมขนมนี้ด้วย แล้วแบ่งขนมนั้นพระราชทานขุนนางทุกคน จึงเกิดประเพณีกินขนมพระจันทร์คืนเดือนแปดตั้งแต่นั้นมา

อีกตำนานหนึ่งที่ผู้คนรู้จักกันดีคือเรื่องเล่าที่อ้างว่า ครั้งหนึ่งในสมัยราชวงศ์หยวน ชาวมองโกลกดขี่ข่มเหงชาวจีน และส่งทหารของตัวเองไปประจำที่บ้านของคนจีนหลังละ 1 นาย วันหนึ่งชาวจีนทนไม่ไหวจึงคิดอุบายเขียนข้อความเพื่อนัดหมายสังหารทหารมองโกลที่อยู่ในบ้านของแต่ละคนและเตรียมกำลังเข้ายึดครองอำนาจกลับมาในวันเพ็ญเดือนแปด และใส่ข้อความนั้นลงไปในไส้ของขนมชนิดหนึ่ง แจกจ่ายไปทั่วบ้านเมือง เมื่อถึงเวลา ทุกบ้านก็หยิบอาวุธที่หาได้มาสังหารชาวมองโกลและสามารถโค่นระบอบอำนาจที่กดขี่พวกเขาได้สำเร็จ ตั้งแต่นั้นจึงมีการทานขนมชนิดนั้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว และตั้งชื่อว่าขนมพระจันทร์

สำหรับเทศกาลไหว้พระจันทร์ในเมืองไทยซึ่งมีชุมชนชาวจีนใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ปัจจุบันได้ซบเซาลงมาก อาจารย์ถาวร ชี้ว่า เป็นเพราะผู้หญิงที่มาจากเมืองจีนเหลือน้อยลง ลูกสาวจีนยุคใหม่ก็มีวิถีชีวิต ค่านิยมเปลี่ยนไปตามสภาพสังคม พระจันทร์ด้อยความสำคัญลง จึงมีคนไหว้เทศกาลนี้น้อย แม้แต่ในย่านสำเพ็งเยาวราช การไหว้ก็รวบรัดลง เหลือเฉพาะไหว้พระจันทร์ตอนค่ำ จากที่แต่เดิมนิยมไหว้กัน 3 เวลา (เช้า-สาย-กลางคืน)

(Visited 23 times, 1 visits today)
Close